Home > Blogs > มือใหม่ห้ามพลาด! ขั้นตอนนำเข้าสินค้าในนามนิติบุคคล แบบเข้าใจง่าย

มือใหม่ห้ามพลาด! ขั้นตอนนำเข้าสินค้าในนามนิติบุคคล แบบเข้าใจง่าย

สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ การนำเข้าสินค้าในนามนิติบุคคล ไม่แนะนำให้ดำเนินการเอง และควรพิจารณาใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้า เนื่องจากมีขั้นตอนด้านเอกสาร กฎหมาย และภาษีที่ซับซ้อน หากเกิดข้อผิดพลาดตั้งแต่ครั้งแรก เช่น เอกสารไม่ถูกต้อง อาจทำให้สินค้าถูกกักหรือถูกยึด และเกิดความเสียหายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักล้านบาทได้

แม้แต่บริษัทที่มีประสบการณ์ในการนำเข้า หากเป็นสินค้าใหม่ ก็ยังจำเป็นต้องศึกษากฎหมายและเงื่อนไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เนื่องจากสินค้าแต่ละประเภทมีข้อกำหนดแตกต่างกัน

ดังนั้น ทางเลือกที่ง่ายและปลอดภัยกว่าคือ การปรึกษาบริษัทชิปปิ้งหรือผู้ให้บริการนำเข้า เพื่อช่วยตรวจสอบขั้นตอนและเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น

ขั้นตอนนำเข้าสินค้าในนามนิติบุคคลกับบริษัทนำเข้าสินค้าที่ควรรู้

บริษัทนำเข้าสินค้าพบว่า การนำเข้าในนามบริษัทนิติบุคคลและแบบบุคคลมีความแตกต่างกัน ซึ่งควรดำเนินการให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การนำเข้าและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะในด้านเอกสาร ภาษี และกระบวนการที่ต้องปฏิบัติอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอนที่ควรรู้ ดังนี้

1. จดทะเบียนบริษัทและขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

ก่อนเริ่มนำเข้าสินค้า ควรจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้อง โดยบริษัทจะใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลเป็นเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรได้ และหากเข้าหลักเกณฑ์ภาษีมูลค่าเพิ่มจึงค่อยดำเนินการจด VAT เพื่อขอใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) จากนั้นจึงลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า/ส่งออกกับกรมศุลกากร

เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่:

1) หนังสือรับรองบริษัท 
2) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)

3) บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของกรรมการบริษัท

2. ลงทะเบียนผู้ประกอบการกับระบบศุลกากร (Customs Registration)

เมื่อจัดตั้งบริษัทเรียบร้อยแล้ว สามารถลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า/ส่งออกกับกรมศุลกากรผ่านระบบออนไลน์ได้ แม้ว่านิติบุคคลจะขึ้นทะเบียนเป็นผู้นำเข้าได้เอง แต่ถือว่ายังดำเนินการได้ไม่ครบ เนื่องจากขั้นตอนจริงยังต้องมีตัวแทนออกของหรือบริษัทชิปปิ้งรับมอบอำนาจดำเนินพิธีการศุลกากร ดังนั้น เพื่อความสะดวก แนะนำให้ใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้า หรือบริษัทชิปปิ้งให้ดำเนินการตั้งแต่ต้น ซึ่งจะช่วยให้ขั้นตอนครบและจบในครั้งเดียว

3. ศึกษาประเภทสินค้าและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

สินค้าแต่ละประเภทมีข้อกำหนดและหน่วยงานกำกับดูแลแตกต่างกัน หากไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน อาจทำให้สินค้าถูกกักหรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น:

  • อย. (อาหารและยา): อาหาร เครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง 
  • สมอ.: เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ก่อสร้าง 
  • กรมวิชาการเกษตร: สินค้าพืช ผัก ผลไม้ 
  • กรมประมง: สินค้าสัตว์น้ำ หรืออาหารทะเล 
  • กรมปศุสัตว์: สินค้าเนื้อสัตว์ดิบ 
  • กรมการค้าภายใน: สินค้าควบคุมที่มีผลต่อผลผลิตของประเทศ

4. ติดต่อซัพพลายเออร์ต่างประเทศ

ขั้นตอนต่อไปคือการหาผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์จากต่างประเทศ ควรเลือกผู้ที่มีความน่าเชื่อถือและมีประสบการณ์ ก่อนใช้บริการควรสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจน เช่น ราคา ปริมาณ ระยะเวลา และเงื่อนไข Incoterms เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ ควรตรวจสอบเอกสารและใบรับรองของโรงงานว่าหน่วยงานในประเทศไทยยอมรับหรือไม่ หากไม่มีหรือไม่ผ่านมาตรฐาน ควรพิจารณาเปลี่ยนผู้ผลิตทันที เพื่อลดความเสี่ยงในการนำเข้า

5. จัดทำเอกสารสำคัญในการนำเข้า

เอกสารสำคัญที่ใช้ในการยื่นพิธีการศุลกากรและคำนวณภาษีอากร ได้แก่ Commercial Invoice, Packing List, Bill of Lading หรือ Air Waybill และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าควบคุม (ถ้ามี) ควรนำเอกสารรับรองมาตรฐานจากโรงงานและรายละเอียดสินค้า ส่งให้บริษัทนำเข้าสินค้าหรือบริษัทชิปปิ้งตรวจสอบพิกัดสินค้า (HS Code) และใบอนุญาตที่จำเป็นให้ครบถ้วนก่อนนำเข้า หากเอกสารผิดพลาด อาจทำให้สินค้าล่าช้า หรือในกรณีร้ายแรงอาจถูกตีกลับ ถูกทำลาย หรือถูกยึดโดยศุลกากร ซึ่งผู้นำเข้าต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เพื่อความมั่นใจ ควรเลือกปรึกษาบริษัทนำเข้าสินค้าที่มีประสบการณ์เฉพาะด้านตามประเภทสินค้า เพื่อให้การนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

6.  เลือกรูปแบบการขนส่งสินค้า

การขนส่งมีหลายรูปแบบ เช่น ทางเรือ ทางอากาศ ทางรถ (ในกรณีประเทศใกล้เคียง) โดยการขนส่งแต่ละประเภทจะใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน สามารถเลือกได้ตามงบประมาณและความเร่งด่วนที่ต้องการ

7. การชำระภาษีนำเข้า

เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย ต้องดำเนินพิธีการศุลกากร เช่น ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า ชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ตามหลักเกณฑ์ และรอการตรวจปล่อยสินค้า โดยอัตราอากรขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและรหัสพิกัดศุลกากร (HS Code) การคำนวณที่ผิดพลาดอาจทำให้เสียค่าปรับได้

8. รับสินค้าและตรวจสอบคุณภาพ

หลังจากผ่านด่านศุลกากรแล้ว สามารถรับสินค้าออกจากท่าเรือ สนามบิน หรือช่องทางการขนส่งที่เลือกได้ ควรตรวจสอบสินค้าให้ละเอียด เช่น จำนวน รุ่น รายการสินค้า และสภาพสินค้าให้ตรงกับเอกสาร หากผู้นำเข้ากังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า ควรแจ้งให้มีการทำ Joint Survey โดยให้ตัวแทนบริษัทเรือและบริษัทตรวจสอบสินค้า (Surveyor) เข้ามาเปิดตู้เพื่อตรวจสอบร่วมกัน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเคลมค่าสินค้ากับผู้ผลิตต้นทางในภายหลัง

การนำเข้าสินค้าในนามนิติบุคคลจะจัดการได้ง่ายขึ้น หากมีการเตรียมเอกสารครบและเข้าใจลำดับขั้นตอนอย่างถูกต้อง หรือหากใครที่เป็นมือใหม่ การใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้าก็สามารถช่วยลดภาระในส่วนนี้ได้ เพราะมีความเชี่ยวชาญโดยตรง ช่วยจัดการเอกสาร ภาษี และช่วยป้องกันการนำเข้าแบบผิดกฎหมาย

มือใหม่อยากใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้า ควรรู้อะไรบ้างก่อนนำเข้า

สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์ การใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้าถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้เริ่มต้นได้ง่ายขึ้น แต่ก่อนตัดสินใจควรทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการ

1. เข้าใจรูปแบบบริการ

รูปแบบบริการของแต่ละบริษัทอาจมีบริการที่ไม่เหมือนกัน บางแห่งให้บริการครบวงจรตั้งแต่จัดหาสินค้า ขนส่ง ไปจนถึงการชำระภาษีศุลกากร ในขณะที่บางแห่งให้บริการเพียงบางขั้นตอน ควรสอบถามให้มั่นใจและเลือกให้เหมาะกับความต้องการ

2. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท

ควรเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อ มีประสบการณ์ด้านนำเข้าส่งออกสินค้า มีที่อยู่และตัวตนจริง มีรีวิวจากลูกค้าจริง เพราะการเลือกบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถืออาจทำให้เกิดความเสียหายทั้งเงินและเวลา

3. เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย

แต่ละบริษัทอาจมีค่าบริการที่ต่างกัน เช่น ค่าดำเนินพิธีการ ค่าภาษี ค่าขนส่ง ควรสอบถามรายละเอียดให้ครบก่อนตัดสินใจ เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายแอบแฝง

4. เข้าใจระยะเวลาในการนำเข้า

การนำเข้าสินค้าบางประเภทอาจใช้เวลานาน ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น โดยระยะเวลาการนำเข้าสินค้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเทศต้นทาง วิธีการขนส่ง และขั้นตอนศุลกากร ทั้งนี้ ระยะเวลาการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางรถ ไม่สามารถกำหนดวันและเวลาได้แน่นอน โดยส่วนใหญ่เป็นเพียงระยะเวลาประมาณการ เนื่องจากอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศ คลื่นลม พายุ หรือข้อกำหนดด้านการขนส่งในแต่ละช่วงเวลา

5. ตรวจสอบเงื่อนไขความรับผิดชอบ

ควรสอบถามบริษัทนำเข้าให้ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขและความรับผิดชอบต่าง ๆ เช่น หากสินค้าเสียหายใครรับผิดชอบ มีประกันสินค้าหรือไม่ และขั้นตอนการเคลมสินค้า เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ ขอบเขตความรับผิดชอบของการขนส่งแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกัน และในทางปฏิบัติการเคลมสินค้ากับสายเรือหรือสายการบินอาจทำได้ค่อนข้างยาก จึงทำให้ การทำประกันสินค้าและประกันการขนส่งแยกต่างหากเป็นทางเลือกที่นิยม

สำหรับมือใหม่ การสื่อสารกับผู้ให้บริการเป็นสิ่งที่ช่วยให้เข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ได้มากขึ้น หากมีข้อสงสัยควรถามให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดและปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ควรเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือและมีประสบการณ์โดยตรง

นำเข้าสินค้าผ่านบริษัทนำเข้าสินค้าดีอย่างไร?

หลายคนอาจสงสัยว่าการใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้ามีข้อดีอย่างไร แตกต่างจากการดำเนินการเองอย่างไร และคุ้มค่าหรือไม่ในระยะยาว? คำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจและประสบการณ์ของผู้ประกอบการ โดยทั่วไปแล้วมีข้อดี ดังนี้

1. ลดความยุ่งยากด้านเอกสาร

บริษัทบางแห่งอาจช่วยประสานงานด้านเอกสารสำคัญ เช่น Invoice, ข้อมูลสำหรับยื่นใบขนสินค้า และเอกสารประกอบพิธีการศุลกากร ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเอกสารหรือรายละเอียดต่าง ๆ  รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในบางกรณี โดยสามารถปรับรูปแบบการขนส่งหรือวางแผนโลจิสติกส์ให้เหมาะสม ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 50%

2. ช่วยป้องกันความผิดพลาดต่าง ๆ 

การนำเข้าสินค้ามีหลายขั้นตอนและจำเป็นต้องใช้เอกสารหลายอย่าง หากเกิดข้อผิดพลาดเล็กน้อย เช่น สินค้าไม่มีใบอนุญาต อาจทำให้เสียค่าปรับหรือสินค้าถูกกักได้

3. ช่วยประหยัดเวลา

ขั้นตอนการนำเข้าสินค้ามีหลายขั้นตอน หากทำเองอาจใช้เวลานาน การใช้บริการผู้เชี่ยวชาญด้านนำเข้าส่งออกสินค้าช่วยให้การประสานงานและการเตรียมเอกสารเป็นระบบมากขึ้น

4. ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ

บริษัทนำเข้าสินค้ามีประสบการณ์ในการนำเข้าสินค้า สามารถแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น สินค้าติดศุลกากร หรือเอกสารไม่ครบ

บทสรุป 

บริษัทนำเข้าสินค้าเป็นผู้ช่วยทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการนำเข้าสินค้าในนามนิติบุคคล ก่อนใช้บริการควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจขั้นตอนการนำเข้าสินค้าและกฎหมายอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการดำเนินพิธีการศุลกากร เพื่อเตรียมตัวได้ถูกต้องและเข้าใจขั้นตอนการนำเข้าสินค้า

คำถามที่พบบ่อย: 

1. การนำเข้าส่งออกสินค้าในนามบริษัทเริ่มต้นอย่างไร

เริ่มจากการจดทะเบียนบริษัท และลงทะเบียนกับกรมศุลกากร จากนั้นจึงดำเนินการเลือกสินค้าและซัพพลายเออร์ พร้อมเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกสินค้า

2. จำเป็นต้องใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้าหรือไม่

จำเป็น เนื่องจากแม้ว่าผู้นำเข้าจะสามารถดำเนินการบางส่วนได้เอง เช่น การขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งความยุ่งยากและระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับเอกสารสินค้า ใบรับรองจากโรงงานต้นทาง และหลักฐานเพิ่มเติมในฝั่งไทย แต่ในขั้นตอนการนำเข้าสินค้าจริง ผู้นำเข้านิติบุคคลยังไม่สามารถดำเนินการได้ครบทั้งหมด เนื่องจากตามกฎหมายจำเป็นต้องใช้ ใบอนุญาตตัวแทนออกของ (ชิปปิ้ง) ในการดำเนินพิธีการศุลกากรดังนั้น การใช้บริการบริษัทนำเข้าสินค้า จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้กระบวนการนำเข้าสินค้าดำเนินการได้ครบถ้วน ถูกต้อง และลดความยุ่งยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การนำเข้าสินค้าผ่านบริษัทนำเข้าสินค้ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง

สิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง:

  • ลดความเสี่ยงสินค้าเสียหาย จากการเลือกวิธีขนส่งไม่เหมาะสมกับสินค้า
  • ลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายสูง จากเอกสารไม่ครบหรือผิดพลาด
  • ลดความเสี่ยงสินค้าถูกยึด โดยศุลกากร
  • ลดความเสี่ยงสินค้าถูกทำลาย ตามข้อกฎหมาย
  • ลดความเสี่ยงสินค้าถูกตีกลับต้นทาง

ความเสี่ยงที่ควรระวัง:

หากเลือกบริษัทนำเข้าสินค้าที่ไม่มีประสบการณ์ อาจถูกทิ้งงานหรือไม่รับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่ไม่มีบริษัทรองรับ (ที่เรียกว่า “ชิปปิ้งผี”) ซึ่งมีความเสี่ยงถูกโกงสูง

แหล่งอ้างอิง:

[1] ศูนย์บริการศุลกากร. คู่มือการผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์ว่าด้วยกระบวนการทางศุลกากรสำหรับการนําเข้า (e-Import). เข้าถึง  18 เมษายน 2569

[2] กรมศุลกากร. พิธีการศุลกากรนำของเข้าทางบก. เข้าถึง  18 เมษายน 2569