การทำธุรกิจในยุคปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ช่วยให้การค้าระหว่างประเทศเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มนำเข้าสินค้าเทรนด์ใหม่มาจำหน่ายในไทย หรือส่งออกสินค้าไทยไปสู่ตลาดโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มลงมือทำจริง หลายคนมักพบว่าต้นทุนสูงกว่าที่คาด โดยเฉพาะ “ค่าใช้จ่ายแฝง” ในกระบวนการนำเข้า-ส่งออก ซึ่งหนึ่งในต้นทุนสำคัญคือ ค่า Freight (ค่าระวางขนส่งระหว่างประเทศ) ที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา
บทความนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถวางแผนต้นทุนและกำไรได้แม่นยำ ลดความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ
ทำความรู้จักค่า Freight ในการนำเข้าส่งออกมีอะไรบ้าง?
การคำนวณต้นทุนในการนำเข้าส่งออก ไม่ได้จบเพียงแค่ราคาสินค้าหน้าโรงงานเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายส่วนที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทางจนกว่าสินค้าจะมาถึงโกดังของคุณ โดยเฉพาะ “ค่า Freight” หรือค่าระวางขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ต้องเข้าใจอย่างถูกต้อง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนและสามารถวางแผนงบประมาณได้อย่างมืออาชีพ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็นหมวดหลัก ๆ ดังนี้
1. ค่าใช้จ่ายต้นทาง
ก่อนที่สินค้าจะเริ่มออกเดินทางจากประเทศผู้ผลิต จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางเสมอ โดยครอบคลุมตั้งแต่
- ค่าขนส่งภายในประเทศ (จากโรงงาน – ท่าเรือ / สนามบิน)
- ค่าจัดทำเอกสารส่งออก
- ค่าบริการเอเจนต์หรือผู้ประสานงาน
โดยเฉพาะในกรณีที่ซื้อสินค้าภายใต้เงื่อนไข EXW (Ex Works) ในฐานะผู้ซื้อจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต้นทางทั้งหมดเอง จึงต้องเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ให้ครบถ้วน
2. ค่าระวางขนส่งสินค้า (ค่า Freight / Freight)
นี่คือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด และเป็นหัวใจสำคัญของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งเรียกว่า ค่า Freight หรือค่าระวางขนส่งทั้งทางเรือและทางอากาศ
การคำนวณค่า Freight จะพิจารณาจาก
- น้ำหนักจริง (Actual Weight)
- ปริมาตรสินค้า (Volume / CBM)
- ระยะทางและเส้นทางการขนส่ง
ความผันผวนของค่า Freight
ค่า Freight มีความผันผวนสูง และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัย เช่น
- ฤดูกาล (High Season / Low Season)
- ราคาน้ำมันโลก
- ความต้องการพื้นที่บนเรือหรือเครื่องบิน
- สถานการณ์โลก เช่น สงคราม หรือการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์
ในบางช่วง ราคา Freight อาจปรับขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด
คำแนะนำ: ควรขอใบเสนอราคาจาก Freight Forwarder ล่วงหน้า เพื่อ “ล็อกราคา Freight” ไว้ก่อน และต้องตรวจสอบให้ชัดว่าเป็นราคาแบบ All-in หรือไม่ เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายแฝงในภายหลัง
3. ค่าใช้จ่ายปลายทาง
เมื่อสินค้ามาถึงประเทศปลายทาง เช่น ประเทศไทย ยังไม่สามารถรับสินค้าออกได้ทันที จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น
- Terminal Handling Charges (THC) ค่าบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ภายในท่าเรือ เช่น การยกตู้และเคลื่อนย้าย
- Delivery Order (D/O) ค่าเอกสารสำหรับยืนยันสิทธิ์ในการรับสินค้า จากสายเรือหรือสายการบิน
- ค่า Storage หากสินค้าค้างอยู่ในท่าเรือเกินเวลาที่กำหนด จะมีค่าเช่าพื้นที่เพิ่มตามจำนวนวัน
- ค่าขนส่งสินค้าในประเทศ เป็นค่าขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกจากท่าเรือนำเข้าไปยังสถานที่จัดเก็บสินค้าของผู้นำเข้า
4. ภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีนำเข้าเป็นค่าใช้จ่ายที่กำหนดตามกฎหมาย โดยจะคำนวณจากราคา CIF ซึ่งประกอบด้วย ราคาสินค้า + ค่าประกัน + ค่า Freight
สิ่งสำคัญคือ
- ต้องตรวจสอบ HS Code (พิกัดศุลกากร) ให้ถูกต้อง
- หากระบุผิด อาจโดนปรับย้อนหลัง หรือเสียภาษีแพงเกินจริง
นอกจากนี้ยังมี
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ซึ่งจะคำนวณจากยอดรวม (ราคาสินค้า + ภาษีนำเข้า)
5. ค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง
เป็นค่าใช้จ่ายที่มักเกิดจากการบริหารเวลาไม่ดี เช่น
- Demurrage ค่าปรับกรณีตู้คอนเทนเนอร์ค้างอยู่ในท่าเรือนานเกินกำหนด
- Detention ค่าปรับกรณีนำตู้คอนเทนเนอร์ออกมาแล้ว แต่คืนตู้เปล่าช้ากว่ากำหนด
วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ การประสานงานกับชิปปิ้งและ Freight Forwarder อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรับ–คืนตู้เป็นไปตามเวลา
6. ประกันภัยสินค้า
แม้หลายคนอาจมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ในการขนส่งระหว่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ประกันภัยถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง
- สินค้าตกหล่นหรือสูญหาย
- อุบัติเหตุทางเรือหรือเครื่องบิน
ค่าเบี้ยประกันอาจดูเล็กน้อย แต่ช่วยป้องกันความเสียหายหลักแสนหรือหลักล้านได้ จึงถือเป็นต้นทุนที่ “ควรมี” มากกว่า “ควรตัด”
เจาะลึกความลับของค่า Freight และการบริหารจัดการงบประมาณ
หากจะกล่าวว่า ค่า Freight คือตัวแปรสำคัญที่ใช้วัดฝีมือของผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกก็คงไม่เกินจริง เพราะนี่คือต้นทุนที่มีความยืดหยุ่นสูงและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ราคาที่คุณเช็กวันนี้อาจแตกต่างจากอีก 1–2 สัปดาห์ข้างหน้าอย่างชัดเจน
ดังนั้น การเข้าใจกลไกของ Freight อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้คุณสามารถวางแผนงบประมาณได้แม่นยำขึ้น ควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้น และรักษากำไรของธุรกิจได้ในระยะยาว
1. ทำไมค่า Freight ถึงไม่คงที่?
หลายคนสงสัยว่าทำไมใบเสนอราคาจาก Freight Forwarder มักมีอายุสั้นเพียง 7–15 วัน นั่นเป็นเพราะ ค่า Freight ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ได้แก่
- ค่าเซอร์ชาร์จน้ำมัน
น้ำมันเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งทั้งทางเรือและทางอากาศ เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัว แม้เพียงเล็กน้อย ก็ส่งผลให้ค่า Freight ถูกปรับเพิ่มหรือลดทันที - ปัจจัยทางฤดูกาล (Seasonal Demand)
ในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน หรือคริสต์มาส ความต้องการขนส่งจะสูงมาก ทำให้พื้นที่บนเรือหรือเครื่องบินเต็มล่วงหน้า ส่งผลให้ราคา Freight ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ค่า Freight ส่วนใหญ่มักเสนอราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อนำมาคิดกับยอดเงินจำนวนมาก ก็ส่งผลต่อต้นทุนรวมอย่างมีนัยสำคัญ
2. สูตรลับการบริหารงบประมาณฉบับมืออาชีพ
เพื่อให้ควบคุมต้นทุนค่า Freight ได้อย่างแม่นยำ ผู้ประกอบการควรใช้หลักการบริหารข้อมูลดังนี้
- คำนวณน้ำหนักและปริมาตรให้ถูกต้อง
การคิดค่า Freight ไม่ได้ดูแค่น้ำหนักจริง (Actual Weight) แต่ยังดูปริมาตร (Volume / CBM) ด้วย- สินค้าเบาแต่ชิ้นใหญ่ – คิดตามปริมาตร
- สินค้าเล็กแต่น้ำหนักมาก – คิดตามน้ำหนัก
การวัดขนาดและน้ำหนักตั้งแต่หน้าโรงงานอย่างแม่นยำ จะช่วยให้คุณประเมินค่า Freight ได้ถูกต้อง และลดความเสี่ยงค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
3. เลือกเทอมการค้าให้เหมาะกับงบประมาณ
การเลือก Incoterms มีผลโดยตรงต่อการควบคุมค่า Freight และต้นทุนรวม
- FOB (Free On Board)
เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมค่า Freight ด้วยตัวเอง เพราะสามารถเลือก Freight Forwarder ในไทย และเปรียบเทียบราคา Freight จากหลายเจ้าได้ ทำให้ได้ราคาที่คุ้มค่ากว่า
- CIF (Cost, Insurance and Freight)
เน้นความสะดวก ผู้ขายจะรวมค่าขนส่ง (Freight) และประกันภัยมาให้เรียบร้อย แต่โดยทั่วไปค่า Freight ใน CIF มักสูงกว่า เพราะรวมกำไรของผู้ขายเข้าไปแล้ว และผู้ซื้อไม่สามารถควบคุมเส้นทางหรือรอบเรือได้
4. เผื่องบประมาณสำรอง
กฎสำคัญของการบริหารต้นทุนคือ อย่าคิดงบแบบพอดีเป๊ะ ควรเผื่องบอย่างน้อย 5-10% ของต้นทุนรวม เพื่อรองรับ
- ความผันผวนของค่า Freight
- ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นหน้างาน
งบสำรองนี้จะช่วยให้ธุรกิจของคุณไม่สะดุดเมื่อเกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด
5. เทคนิคการเจรจาเพื่อให้ได้ Freight ที่คุ้มค่า
การได้ ค่า Freight ที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชค แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนและข้อมูล
- หากคุณมีแผนนำเข้าหรือส่งออกอย่างสม่ำเสมอ สามารถใช้ปริมาณสินค้าเป็นตัวต่อรองเพื่อขอเรทราคา Freight พิเศษได้
- ควรเปรียบเทียบราคา Freight ระหว่าง
- ขนส่งทางเรือ – ต้นทุนต่ำ แต่ใช้เวลานาน
- ขนส่งทางอากาศ – รวดเร็ว แต่ค่า Freight สูง
การเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะกับสินค้าแต่ละล็อต จะช่วยให้คุณควบคุมต้นทุนได้ดีที่สุด
บทสรุป
การทำธุรกิจนำเข้า–ส่งออกไม่ใช่แค่เรื่อง “ซื้อถูก ขายแพง” เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจและควบคุมต้นทุน โดยเฉพาะ ค่า Freight ซึ่งเป็นตัวแปรหลักที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและส่งผลโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่แค่คนที่หาสินค้าเก่ง แต่คือคนที่สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้แม่นยำ รู้จักบริหารความเสี่ยงของค่า Freight และเลือกวิธีขนส่งให้เหมาะสมกับสินค้าในแต่ละสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำความเข้าใจโครงสร้างต้นทุนให้ครบทุกส่วน และเลือกทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เช่น ชิปปิ้งหรือ Freight Forwarder ที่เชื่อถือได้ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อคุณเข้าใจระบบและบริหารค่า Freight ได้อย่างมีระบบแล้ว ธุรกิจนำเข้า–ส่งออกของคุณจะไม่เพียงแค่ “อยู่รอด” แต่ยังสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
1. หากต้องการควบคุมต้นทุนค่า Freight ด้วยตนเอง ควรเลือกเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าแบบใด?
แนะนำให้เลือกเงื่อนไข FOB (Free On Board) เพราะคุณสามารถเลือก Freight Forwarder และต่อรอง ค่า Freight ได้ด้วยตัวเอง ทำให้ควบคุมต้นทุนและวางแผนค่าใช้จ่ายได้แม่นยำมากขึ้น
2. ทำไมใบเสนอราคา Freight ถึงมีอายุการใช้งานสั้นและเปลี่ยนแปลงบ่อย?
เนื่องจาก ค่า Freight เป็นต้นทุนที่ผันผวนตามปัจจัยภายนอก เช่น
- ราคาน้ำมันในตลาดโลก
- ความต้องการพื้นที่ขนส่งในช่วงเทศกาล (High Season)
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
จึงทำให้ราคา Freight มีการปรับขึ้นลงอยู่ตลอด และมักกำหนดอายุใบเสนอราคาเพียง 7-15 วัน
3. นอกจากค่า Freight แล้ว มีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่มือใหม่มักมองข้าม?
ค่าใช้จ่ายที่มักถูกมองข้ามคือ “ต้นทุนปลายทางและค่าปรับ” เช่น
- THC (Terminal Handling Charges) ค่าบริหารจัดการตู้สินค้าในท่าเรือ
- Demurrage ค่าปรับกรณีตู้ค้างท่าเกินกำหนด
- Detention ค่าปรับกรณีคืนตู้ล่าช้า
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สามารถเพิ่มต้นทุนได้อย่างมาก หากไม่มีการวางแผนและบริหารเวลาอย่างเหมาะสม
แหล่งอ้างอิง
[1] บมจ. ธนาคารกรุงไทย. ภาษีนำเข้าคิดยังไง ต้องเสียเท่าไหร่ มาดูวิธีคำนวณง่ายๆกัน (2568). เข้าถึง 27 เมษายน 2569
[2] มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. เจาะลึก ‘ค่าระวาง’ หัวใจสำคัญของการขนส่งสินค้าทั่วโลก (2568). เข้าถึง 27 เมษายน 2569