Home > Blogs > ขั้นตอนส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ สำหรับมืออาชีพ ครบทุก Process

ขั้นตอนส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ สำหรับมืออาชีพ ครบทุก Process

ยุคนี้เป็นยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมโยงพรมแดนการค้าเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้การขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป สำหรับมือใหม่หรือผู้ที่กำลังมองหาวิธีการส่งออกอย่างเป็นระบบ และยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไรให้เป็นระบบและลดความผิดพลาด วันนี้เราอยากจะพาคุณไปเจาะลึกทุกขั้นตอนการทำงานของบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศอย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การเตรียมตัวด้านเอกสารไปจนถึงจนถึงการส่งมอบสินค้าแก่คู่ค้า พร้อมเคล็ดลับที่จะทำให้การส่งสินค้าระหว่างประเทศของคุณเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุด

เคล็ดลับเตรียมพร้อมส่งสินค้าระหว่างประเทศ

การดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดปลีกย่อยที่หากบริหารจัดการไม่ถูกวิธี อาจบานปลายจนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญได้ ดังนั้น การเลือกประสานงานกับบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยลดความซับซ้อนของขั้นตอนการดำเนินงาน ช่วยให้คุณประหยัดเวลา และปิดช่องว่างความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่ปัญหาค่าใช้จ่ายบานปลายในภายหลัง โดยมีแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นดังนี้

1. การเตรียมความพร้อมด้านตัวตนและข้อกำหนดทางกฎหมาย

ก่อนที่จะขยายธุรกิจส่งสินค้าระหว่างประเทศ สิ่งสำคัญคือการจัดระเบียบโครงสร้างภายในให้เรียบร้อยและถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติ การก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกมืออาชีพนั้นต้องเริ่มต้นจากการมีฐานรากทางกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการโดนกักกันสินค้าหรือการถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ต้องจัดเตรียมดังนี้

  • จดทะเบียนนิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่ 

แม้ว่าในบางกรณีจะสามารถดำเนินการส่งออกในนามบุคคลธรรมดาได้ แต่การจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นในระดับสากลได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากสินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอัตรา 0% ซึ่งสิทธิดังกล่าวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขอคืนภาษีซื้อที่เกิดจากต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าบริการต่าง ๆ ภายในประเทศได้ เป็นการช่วยลดต้นทุนทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

  • การลงทะเบียนในระบบ e-Customs

บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศจำเป็นต้องลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์กับทางกรมศุลกากร ซึ่งในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์ โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลสำคัญเข้ากับฐานข้อมูลของธนาคารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ช่วยให้การทำธุรกรรมและขั้นตอนการตรวจสอบต่าง ๆ ในลำดับถัดไปมีความต่อเนื่องและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

2. ศึกษากฎระเบียบและพิกัดศุลกากร (HS Code) ให้แม่นยำ

หนึ่งในความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดของการส่งสินค้าระหว่างประเทศ คือการขาดความเข้าใจเรื่องการจำแนกพิกัดสินค้าที่ตนเองต้องการนำเข้าเนื่องจากในแต่ละประเทศอาจมีการเรียกชื่อสินค้าที่แตกต่างกันไป การสื่อสารด้วยมาตรฐานสากลจึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โดยมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาดังนี้

  • HS Code (Harmonized System) รหัสนี้คือตัวเลข 8-10 หลักที่ใช้เป็นภาษาสากลในการระบุประเภทสินค้าอย่างเป็นระบบ ซึ่งรหัสเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่าสินค้าของคุณจะต้องชำระภาษีนำเข้า ณ ประเทศปลายทางในอัตราเท่าใด รวมถึงเป็นตัวบ่งชี้ว่าจำเป็นต้องขอใบอนุญาตพิเศษจากหน่วยงานใดเพิ่มเติมหรือไม่
  • มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) นอกเหนือจากเรื่องภาษี หลายประเทศยังมีข้อกำหนดที่เข้มงวดด้านอื่น ๆ เช่น มาตรการด้านสุขอนามัยหรือมาตรฐานทางเทคนิค ตัวอย่างเช่น สินค้ากลุ่มเกษตรกรรมที่อาจต้องผ่านกระบวนการรมยา เพื่อกำจัดศัตรูพืช หรือกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องมีใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยตามที่แต่ละประเทศกำหนด

3. การหาคู่ค้าและการตกลงเงื่อนไขทางการค้า

เมื่อสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ซื้อได้แล้ว ขั้นตอนการเจรจาธุรกิจส่งสินค้าระหว่างประเทศ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของกำไรและความเสี่ยง โดยเฉพาะการทำความเข้าใจเรื่อง Incoterms ซึ่งเป็นกฎกติกาสากลที่ระบุขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

  • การเลือกเงื่อนไขการส่งมอบที่เหมาะสม 

สำหรับมืออาชีพการเลือกใช้เงื่อนไข FOB หรือ Free On Board จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมต้นทุนค่าขนส่งภายในประเทศและบริหารจัดการพิธีการศุลกากรขาออกได้ด้วยตนเอง ในทางกลับกันหากต้องการสร้างความได้เปรียบในการปิดการขายโดยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าจนถึงท่าเรือปลายทาง การเลือกใช้ CIF หรือ Cost, Insurance, and Freight ที่รวมค่าระวางเรือและประกันภัยไว้แล้ว ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความสะดวกและความเชื่อมั่นให้คู่ค้าได้ดีขึ้น

  • การจัดทำสัญญาซื้อขาย

เพื่อความเป็นมืออาชีพและป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ควรตกลงรายละเอียดสำคัญเพียงผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชันสนทนาเท่านั้น การจัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุรายละเอียดสินค้า, ระยะเวลาการผลิตที่แน่นอน รวมถึงข้อตกลงกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยจะช่วยสร้างเกราะป้องกันทางธุรกิจให้แก่คุณได้อย่างมั่นคง

4. ขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารอย่างมืออาชีพ

การส่งสินค้าระหว่างประเทศ เอกสารเปรียบเสมือนตัวแทนของสินค้า หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นแม้เพียงจุดเดียว อาจส่งผลให้สินค้าต้องถูกกักไว้ที่ท่าเรือนานหลายสัปดาห์ และนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่บานปลายได้  เพื่อให้กระบวนการส่งออกดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและรัดกุม คุณควรจัดเตรียมเอกสารสำคัญดังนี้

  • Commercial Invoice ต้องระบุรายละเอียดของสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย และเงื่อนไข Incoterms ที่ตกลงกันไว้ให้ชัดเจนและถูกต้องแม่นยำ
  • Packing List แสดงรายละเอียดการบรรจุทั้งหมด เช่น จำนวนหีบห่อ น้ำหนักรวมและน้ำหนักสุทธิ ข้อมูลเหล่านี้ต้องตรงกับรายละเอียดที่ระบุในใบตราส่งสินค้าอย่างเคร่งครัด
  • Bill of Lading หรือ Air Waybill สำหรับการขนส่งทางเรือจะใช้ B/L ส่วนทางอากาศจะใช้ AWB ซึ่งเอกสารนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นทั้งใบแสดงกรรมสิทธิ์ในสินค้าและเป็นสัญญาในการขนส่ง
  • Certificate of Origin ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพราะเป็นเอกสารที่ช่วยให้คู่ค้าของคุณสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลง FTA ต่าง ๆ เพื่อลดหย่อนภาษีนำเข้าหรือทำให้ภาษีเป็น 0%

5. การจองระวางขนส่งและการวางแผนโลจิสติกส์

การเลือกช่องทางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เหมาะสมมีผลโดยตรงต่อต้นทุนกำไรและความพึงพอใจของคู่ค้า ดังนั้นการวางแผนระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพจึงควรพิจารณาจากปัจจัยด้านระยะเวลาและประเภทสินค้าเป็นสำคัญ ดังนี้

  • การขนส่งทางเรือ ถือเป็นตัวเลือกที่ประหยัดต้นทุนที่สุดสำหรับการส่งสินค้าไปต่างประเทศ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าที่มีปริมาณมากหรือมีน้ำหนักเยอะ และเป็นรายการสินค้าที่สามารถวางแผนการจัดส่งล่วงหน้าได้นานประมาณ 30-45 วัน
  • การขนส่งทางอากาศ แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า แต่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับกลุ่มสินค้าตามเทรนด์แฟชั่น สินค้าไอที สินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น หรือการส่งสินค้าตัวอย่างให้ลูกค้าตรวจสอบอย่างเร่งด่วนเพื่อปิดการขาย
  • การบริหารจัดการผ่าน Freight Forwarder ผู้ส่งออกมืออาชีพส่วนใหญ่มักเลือกใช้บริการบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่ทำหน้าที่เป็น Forwarder เพื่อช่วยบริหารจัดการภาระงานที่ซับซ้อน ตั้งแต่การคัดเลือกสายเรือที่เหมาะสม การจัดหาตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงการต่อรองค่าระวางเรือให้ได้ราคาที่คุ้มค่ากว่าการดำเนินการติดต่อเองโดยตรง

6. พิธีการศุลกากรขาออก

ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้เปลี่ยนมาใช้ระบบศุลกากรแบบไร้เอกสารซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการดำเนินงานได้อย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความถูกต้องของข้อมูลยังคงเป็นเรื่องวิกฤตที่บริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยมีขั้นตอนและสถานะที่ต้องทำความเข้าใจดังนี้

  • การส่งข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

ข้อมูลรายละเอียดจากบัญชีราคาสินค้าจะถูกส่งเข้าสู่ระบบเซิร์ฟเวอร์ของกรมศุลกากรเพื่อทำการประเมินความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ หากข้อมูลถูกต้องครบถ้วนและระบบประเมินให้เป็นสถานะใบขนสินค้าขาออกสายสีเขียว สินค้าของคุณจะได้รับอนุมัติให้ผ่านไปยังท่าเรือหรือท่าอากาศยานเพื่อเตรียมส่งออกได้ทันที

  • การเตรียมความพร้อมกรณีติดสถานะเปิดตรวจ(สีแดง)

ในกรณีที่ระบบสุ่มตรวจหรือพบความผิดปกติ สินค้าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสถานะสีแดง ซึ่งหมายความว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะต้องทำการตรวจสอบสินค้าจริง ซึ่งในขั้นตอนนี้ คุณจำเป็นต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ของบริษัทหรือตัวแทนออกของที่มีความเชี่ยวชาญไปคอยอำนวยความสะดวกในการเปิดตู้สินค้าและตอบข้อซักถามของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็วที่สุด

7. การบรรจุและการขนย้ายอย่างมีมาตรฐาน

การบรรจุสินค้าไม่ใช่เพียงการนำของใส่ตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น แต่เป็นการรักษาคุณภาพสินค้าให้คงสภาพสมบูรณ์ที่สุดจนกว่าจะถึงมือผู้รับ ซึ่งในกระบวนการบรรจุและส่งสินค้าระหว่างประเทศมีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังนี้

  • LCL vs FCL หากสินค้าของคุณมีปริมาณไม่มากนัก การเลือกส่งแบบ LCL หรือแชร์ตู้กับผู้ส่งออกรายอื่นจะช่วยประหยัดต้นทุนได้ดี แต่หากสินค้ามีมูลค่าสูงหรือมีปริมาณมากพอ การเหมาตู้แบบ FCL จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการกระทบกระแทกหรือความเสียหายที่อาจเกิดจากสินค้าของผู้อื่นภายในตู้เดียวกัน
  • การติดฉลากและเครื่องหมาย การติดสัญลักษณ์สากลอย่างชัดเจน เช่น Fragile หรือ Keep Dry รวมถึงการระบุชื่อและที่อยู่ปลายทางเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาของประเทศปลายทางบนกล่องทุกใบ จะช่วยลดโอกาสเกิดความผิดพลาดระหว่างการขนย้ายหรือช่วงที่มีการเปลี่ยนถ่ายพาหนะได้เป็นอย่างดี

8. การบริหารความเสี่ยงด้วยการทำประกันภัย

ภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุระหว่างการเดินเรือ หรือแม้แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นปัจจัยภายนอกที่อยู่เหนือการควบคุม ดังนั้นการทำประกันภัยจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ความคุ้มครองที่ครอบคลุมและคุ้มค่า การทำประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเลให้ความคุ้มครองที่กว้างขวาง ตั้งแต่ความเสียหายเพียงบางส่วนไปจนถึงการสูญเสียสินค้าทั้งหมด ซึ่งช่วยเปลี่ยนความเสี่ยงที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุด ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายต้นทุนที่ควบคุมได้
  • กระบวนการเคลมประกันอย่างมืออาชีพ หัวใจสำคัญของการเคลมประกันคือ หลักฐาน โดยบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่เป็นมืออาชีพจะบันทึกภาพถ่ายสินค้าในทุกขั้นตอน ตั้งแต่สินค้ายังอยู่ในโรงงาน ระหว่างการบรรจุลงตู้คอนเทนเนอร์ ไปจนถึงวินาทีที่ปิดตู้และใส่ซีลล็อค เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสภาพสินค้าหากเกิดความเสียหายระหว่างการเดินทาง
  • การเลือกพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญ การทำงานร่วมกับบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่มีเครือข่ายพันธมิตรด้านประกันภัย จะช่วยให้ขั้นตอนการประสานงานและกระบวนการเคลมมีความรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น ลดภาระการติดตามเรื่องด้วยตนเอง

9. การชำระเงินและเครดิตในการค้าระหว่างประเทศ

เป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจส่งสินค้าระหว่างประเทศคือการได้รับชำระเงินอย่างครบถ้วนและตรงตามเวลาที่กำหนด ในโลกการค้าสากลจึงมีรูปแบบการชำระเงินที่เป็นมาตรฐานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ดังนี้

  • T/T (Telegraphic Transfer) คือการโอนเงินโดยตรงผ่านธนาคาร ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด โดยทั่วไปมืออาชีพจะตกลงเงื่อนไขเป็นเงินมัดจำ (Deposit) ส่วนหนึ่งก่อนเริ่มกระบวนการผลิต และชำระส่วนที่เหลือ (Balance) เมื่อผู้ขายแสดงหลักฐานเอกสารการขนส่งให้แก่ผู้ซื้อ
  • Letter of Credit (L/C) ถือเป็นวิธีการชำระเงินที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการทำธุรกรรมที่มีมูลค่าสูง เนื่องจากธนาคารจะเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันการชำระเงินให้แก่ผู้ขาย หากผู้ขายสามารถแสดงเอกสารการส่งมอบสินค้าได้ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ใน L/C วิธีนี้ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระเงินได้เกือบ 100%

10. การติดตามสถานะและบริการหลังการขาย

การส่งสินค้าระหว่างประเทศไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่สินค้าถูกขนส่งออกไปพ้นสายตาคุณเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจในระยะยาว การดูแลเอาใจใส่หลังจากสินค้าออกจากคลังไปแล้วจะช่วยสร้างความประทับใจและฐานลูกค้าที่ยั่งยืน โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • ระบบการติดตามและการรายงานสถานะ การหมั่นแจ้งสถานะการขนส่ง หรือส่งลิงก์สำหรับติดตามตำแหน่งของเรือให้แก่ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความกังวลใจของคู่ค้าได้เป็นอย่างดี ช่วยทำให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจว่าสินค้าอยู่ในเส้นทางและจะถึงมือตามกำหนดการ
  • การรับฟังความคิดเห็นเพื่อการพัฒนา เมื่อสินค้าถึงมือผู้รับเรียบร้อยแล้ว คุณควรสอบถามถึงความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพบรรจุภัณฑ์ ระยะเวลาในการเดินทาง หรือคุณภาพของสินค้าเมื่อเปิดกล่อง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงระบบการส่งออกให้มีความสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติยิ่งขึ้นในอนาคต

บทสรุป

การเป็นผู้ส่งออกที่ประสบความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความราบรื่นของกระบวนการทำงานในทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงจุดหมายปลายทาง การทำความเข้าใจทั้ง 10 ขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

หากคุณต้องการความรวดเร็วและลดภาระงานที่ไม่ถนัด การเลือกพาร์ทเนอร์อย่างบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ที่มีความเป็นมืออาชีพจะช่วยให้คุณโฟกัสกับการพัฒนาสินค้าและการตลาดได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่เรื่องโลจิสติกส์และการเคลียร์ศุลกากรถูกจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญ เพียงเท่านี้ธุรกิจของคุณก็จะพร้อมขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ

คำถามที่พบบ่อย

1. ทำไมการส่งสินค้าระหว่างประเทศในนามนิติบุคคลถึงได้เปรียบกว่าบุคคลธรรมดา?

เพราะนอกจากจะสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากลแล้ว ธุรกิจส่งสินค้าระหว่างประเทศที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม จะได้รับสิทธิใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% สำหรับสินค้าส่งออก ทำให้สามารถขอคืนภาษีซื้อจากต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าบริการภายในประเทศได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงได้อย่างมาก

2. HS Code คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ?

HS Code คือรหัสสากล 8-10 หลักที่ใช้ระบุประเภทสินค้าทั่วโลก มีความสำคัญต่อบริษัทส่งออกสินค้าไปต่างประเทศในด้านอัตราภาษีนำเข้าที่ปลายทาง และช่วยตรวจสอบว่าสินค้าต้องขอใบอนุญาตพิเศษหรือติดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีหรือไม่ เพื่อป้องกันสินค้าถูกกักหรือทำลายที่หน้าด่าน

3. หากกังวลเรื่องความเสี่ยงในการไม่ได้รับเงินค่าส่งสินค้าระหว่างประเทศ ควรเลือกวิธีการชำระเงินแบบใด?

ควรเลือกใช้ Letter of Credit เนื่องจากเป็นวิธีที่ธนาคารจะเป็นผู้รับรองการจ่ายเงินให้แก่ผู้ขาย หากผู้ขายส่งสินค้าระหว่างประเทศมอบเอกสารครบถ้วนตามเงื่อนไข วิธีนี้ถือว่ามีความปลอดภัยสูงสุดและช่วยป้องกันการเบี้ยวชำระเงินได้ดีที่สุดสำหรับรายการค้าที่มีมูลค่าสูง

แหล่งอ้างอิง

[1] กรมศุลกากร. คู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) กระบวนการส่งของออก. เข้าถึง 16 เมษายน 2569

[2] ธนาคารกสิกรไทย. 4 เรื่องต้องรู้ก่อนค้าระหว่างประเทศ. เข้าถึง 21 เมษายน 2569

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save